รายการลดหย่อนภาษี 2568 มีอะไรบ้าง รวมมาให้แล้ว
สรุปสาระสำคัญ
รายการลดหย่อนภาษีปี 2568 แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว เช่น ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท, คู่สมรส 60,000 บาท, บุตร 30,000 บาท ต่อคน, และบิดามารดา 30,000 บาทต่อคน ค่าลดหย่อนกลุ่มประกันและการลงทุน เช่น เบี้ยประกันชีวิตไม่เกิน 100,000 บาท, กองทุน RMF รวมไม่เกิน 500,000 บาท, กองทุน Thai ESG แยกต่างหาก 300,000 บาท ค่าลดหย่อนเงินบริจาค เช่น บริจาคทั่วไป 10% ของเงินได้, บริจาคเพื่อการศึกษาและสาธารณประโยชน์ได้ 2 เท่าของเงินบริจาค และค่าลดหย่อนกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น Easy E-Receipt 50,000 บาท, “เที่ยวดี มีคืน” สำหรับค่าที่พักและค่าบริการร้านอาหาร 20,000 บาท, ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย 100,000 บาท การเข้าใจหลักการคำนวณรายได้สุทธิ และอัตราภาษีที่ต้องจ่าย จะช่วยในการวางแผนภาษีล่วงหน้าและเตรียมเอกสารอย่างครบถ้วน ซึ่งจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้เต็มประสิทธิภาพและประหยัดภาษีได้มากที่สุด โดยสามารถยื่นแบบภาษีได้ทั้งที่สำนักงานสรรพากรและเว็บไซต์ออนไลน์ของกรมสรรพากร


เตรียมพร้อมสำหรับการวางแผนลดหย่อนภาษี และยื่นแบบกันแล้วหรือยัง ?
การยื่นภาษีนั้นมีความสำคัญมากกว่าที่ทุกคนคิด เพราะนอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ยังทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งหากไม่ยื่นแบบภาษี ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ จะต้องได้รับโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ยิ่งถ้ากรมสรรพากรตรวจย้อนหลังแล้วพบว่า รายได้ถึงเกณฑ์แต่หลีกเลี่ยงการเสียภาษี โทษจะยิ่งสูงขึ้นด้วย
รู้อย่างนี้แล้วทุกคนจึงควรยื่นแบบภาษี นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ คือการรู้รายการลดหย่อนภาษีปี 2568 เพื่อที่คุณจะได้วางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสม ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าเดิม จากการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีต่าง ๆ ซึ่งสิทธิลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง และมีวิธีการยื่นแบบอย่างไร เราเตรียมคำตอบสำหรับมือใหม่ที่หัดยื่นภาษีครั้งแรก ไว้แล้วในบทความนี้ !


การวางแผนภาษีสำคัญอย่างไร ?
การวางแผนภาษีนอกจากช่วยให้คุณเสียภาษีถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ยังมีประโยชน์สำคัญที่ควรทราบ ได้แก่
1. สามารถวางแผนการเงินได้รัดกุมและเป็นระบบมากขึ้น
ใครที่เป็นเจ้าของกิจการ หรือฟรีแลนซ์ คงทราบดีว่าระบบการยื่นภาษีของกรมสรรพากรมีทั้งแบบอัตราเหมา และหักค่าใช้จ่ายตามจริง ถ้าต้องการใช้สิทธิหักตามจริง ก็ต้องเตรียมเอกสารใบรับรอง ใบรับเงินต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารกิจการ จึงต้องวางแผนการเงินอย่างรัดกุม ไม่นำเงินไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะการใช้จ่ายกับรายการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจ เช่น ซื้อแอลกอฮอล์ บุหรี่ ไม่อยู่ในรายการหักค่าใช้จ่ายตามจริง2. ยิ่งวางแผนภาษีเร็ว ยิ่งประหยัดภาษีได้มาก
หากวางแผนภาษีเร็ว ก็จะมีเวลาศึกษารายละเอียดของรายการลดหย่อนภาษีต่าง ๆ พร้อมเตรียมเอกสารประกอบการลดหย่อนภาษีได้ครบถ้วน ทำให้ได้เงินคืนจากการประหยัดภาษีมากยิ่งขึ้น
รายการลดหย่อนภาษีปี 2568 สำหรับยื่น ปี 2569 มีอะไรบ้าง ?
สำหรับรายการลดหย่อนภาษีปี 2568 สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
- ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวและครอบครัว
- ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มประกัน เงินออม และการลงทุน
- ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มเงินบริจาค
- ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ
ทั้งนี้ เราได้แจกแจงรายการลดหย่อนภาษีไว้นำไปใช้ประกอบการวางแผนภาษีกัน ดังต่อไปนี้


1. ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวและครอบครัว
รายการลดหย่อนภาษีกลุ่มแรก เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนได้รับตามกฎหมาย ส่วนจะลดภาษีได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสถานะว่าโสด สมรส หรือมีบุตรแล้ว ดังรายละเอียดต่อไปนี้
- ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัว ลดหย่อนได้ 60,000 บาท และสิทธินี้ชาวไทยทุกคนใช้ได้หมดไม่ว่าจะอยู่ในสถานะโสด, แต่งงานแบบจดทะเบียนสมรส หรือไม่ได้จดทะเบียนก็ตาม
- ค่าลดหย่อนภาษีคู่สมรส ลดหย่อนได้ 60,000 บาท แต่หลายคนเข้าใจว่าแค่แต่งงานจะได้ลดหย่อนภาษีทันที 60,000 บาท ไม่ใช่นะ เพราะต้องเป็นคู่สมรสที่ต้องจดทะเบียนสมรส และคู่สมรสต้องไม่มีรายได้ด้วย ถึงจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีในส่วนนี้
- ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตร ให้สิทธิภรรยาผู้มีเงินได้ใช้ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกินครรภ์ละ 60,000 บาท
- ค่าลดหย่อนภาษีบุตรลดหย่อนภาษีได้คนละ 30,000 บาท หากเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย สามารถหักลดหย่อนได้ไม่จำกัดจำนวนคน แต่ถ้าเป็นบุตรบุญธรรม สามารถหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 3 คน โดยมีเงื่อนไขดังนี้
- อายุไม่เกิน 20 ปี
- ถ้าอายุ 21-25 ปี ต้องศึกษาอยู่ในระดับ ปวส. ขึ้นไป
- บุตรมีเงินได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อปี
- กรณีบุตรคนที่ 2 ขึ้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป จะสามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท
- ค่าลดหย่อนสำหรับเลี้ยงดูบิดามารดาของตนเองและของคู่สมรส สำหรับผู้ดูแลพ่อแม่ที่อายุเกินกว่า 60 ปีขึ้นไป และพ่อแม่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีไม่เกิน 30,000 ต่อคน และสิทธินี้ยังครอบคลุมไปถึงพ่อ-แม่ของคู่สมรสอีกด้วย หมายความว่าถ้าคุณดูแลพ่อแม่ตัวเอง รวมถึงพ่อแม่ของคู่สมรสด้วยแล้ว จะลดหย่อนได้แต่ไม่เกิน 120,000 บาท
- ค่าลดหย่อนภาษีกรณีอุปการะผู้พิการหรือบุคคลทุพพลภาพ สำหรับผู้ดูแลผู้พิการที่บ้านไม่ว่าจะเป็น พ่อ-แม่-บุตร สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท แต่ผู้พิการหรือทุพพลภาพนั้นจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทด้วย และต้องมีหลักฐานว่าคุณเป็นผู้อุปการะจริง ๆ ผ่านใบรับรองแพทย์ หรือว่าบัตรประจำตัวคนพิการ


2. ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มประกัน เงินออม และการลงทุน
สำหรับสิทธิลดหย่อนภาษีในกลุ่มนี้ ผู้ที่สามารถใช้สิทธินี้ได้ต้องซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือสมทบทุนในกองทุนที่รัฐกำหนด ดังรายละเอียดต่อไปนี้
- เงินประกันสังคม สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาท
- เบี้ยประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ จะได้สิทธิลดหย่อนภาษี ก็ต่อเมื่อซื้อประกันที่มีแผนกรมธรรม์คุ้มครองระยะเวลาเกิน 10 ปีขึ้นไป โดยต้องทำประกันกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย และถ้าหากมีการเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบ 10 ปี จะถือว่าเป็นการผิดเงื่อนไข ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งเบี้ยประกันชีวิตที่คุณได้จ่ายไป สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
- เบี้ยประกันสุขภาพและเบี้ยประกันอุบัติเหตุที่คุ้มครองสุขภาพ ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ แล้วจะลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อช่วยให้ไม่เกิดความสับสนจนเกินไป เราจะขอยกตัวอย่าง ดังนี้
- นาย ข. ซื้อประกันชีวิตจากบริษัท A จ่ายค่าเบี้ย 75,000 บาทต่อปี, ซื้อประกันสุขภาพแผน B ค่าเบี้ย 12,000 บาทต่อปี, และซื้อประกันสุขภาพแผน C จ่ายค่าเบี้ย 20,000 บาทต่อปี ซึ่งรวมกันแล้วจ่ายค่าเบี้ยเท่ากับ 107,000 บาทต่อปี แทนที่นาย ข. จะได้สิทธิลดภาษีเท่ากับ 107,000 บาท แต่ไม่ใช่นะ เพราะตามสิทธิลดหย่อนแล้ว จะลดภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาท เท่านั้น
- เบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดา ถ้าหากทำประกันให้พ่อแม่ก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท และบิดามารดาต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีด้วย
- เงินลงทุนธุรกิจ Social Enterprise (วิสาหกิจเพื่อสังคม) ผู้ที่สนใจทำธุรกิจเพื่อสังคม หรือซื้อหุ้นกลุ่มดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป สามารถนำเงินลงทุนไปเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
- กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) โดยเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงหลัก ESG (Environment, Social และ Governance) ซึ่งสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 300,000 บาท เป็นวงเงินแยกต่างหาก โดยไม่ต้องนับรวมกับเงินลงทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ ซึ่งเกณฑ์การถือครองหน่วยลงทุน ต้องถือหน่วยลงทุนเกินกว่า 5 ปีขึ้นไป (นับจากวันที่ซื้อหน่วยลงทุน)
- กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษหรือ Thailand ESG Extra Fund (ThaiESGX) โดยแบ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีออกเป็นดังนี้
- วงเงินลดหย่อนที่ 1 เงินใหม่ เฉพาะปี 2568 ลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 300,000 บาท
- วงเงินลดหย่อนที่ 2 สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม แต่ไม่เกิน 300,000 บาท (ไม่มีเงื่อนไข 30% ของเงินได้พึงประเมิน)
- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF : Retirement Mutual Fund) ให้สิทธิลดหย่อนภาษีไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน เป็นสิทธิลดหย่อนสำหรับพนักงานบริษัทเอกชน หรือครูเอกชนที่ได้ทำกองทุนดังกล่าวเอาไว้ ซึ่งลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้พึงประเมิน ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ
- กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.) เป็นสิทธิลดหย่อนสำหรับข้าราชการที่จ่ายเงิน กบข. เป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว โดยสามารถลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นสิทธิลดหย่อนสำหรับฟรีแลนซ์ พ่อค้า-แม่ค้า ที่ไม่มีกองทุนเหมือนกับสาขาอาชีพอื่น ซึ่งจะลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
- เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้พึงประเมิน ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท สามารถใช้สิทธิดังกล่าวควบคู่ไปกับเบี้ยประกันรูปแบบอื่น ๆ ได้ด้วย ทั้งนี้เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท


3. ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มเงินบริจาค
การบริจาคเงิน ก็อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งมีเงินบริจาค 3 ประเภทที่อยู่ในเกณฑ์ลดหย่อนภาษี ได้แก่
- เงินบริจาคทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคให้วัดวาอาราม หรือมูลนิธิอยู่เป็นประจำ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อนกลุ่มอื่น ดังนั้นหลังบริจาคเสร็จแล้วให้ขอใบเสร็จไว้ด้วย เพื่อเป็นหลักฐานสำหรับการขอลดหย่อนภาษี
- เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ และบริจาคเพื่อสถานพยาบาลของรัฐ จัดเป็นค่าลดหย่อนภาษีที่สูงกว่ากลุ่มอื่นเลยทีเดียว เพราะลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่าของเงินบริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนภาษี
- เงินบริจาคให้กับพรรคการเมือง สามารถใช้เป็นสิทธิลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท


4. ค่าลดหย่อนกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ
สำหรับรายการลดหย่อนภาษีในส่วนนี้ ประจำปี 2568 มีดังต่อไปนี้
- Easy E-Receipt (2.0)ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาท สำหรับการซื้อสินค้าและบริการระหว่างวันที่ 16 ม.ค. 68 - 28 ก.พ. 68 ที่มี e-Tax Invoice หรือ e-Receipt แบ่งเป็น
- สำหรับการซื้อสินค้าหรือรับบริการทั่วไป ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท
- สำหรับค่าซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) หรือค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการที่จ่ายให้แก่วิสาหกิจชุมชน หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท
- ติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับที่อยู่อาศัย ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท โดยต้องติดตั้งและจ่ายเงินให้เรียบร้อย ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 68 - 31 ธ.ค. 68
- ค่าสร้างบ้านใหม่ 2567 - 2568 ใช้ในการลดหย่อนภาษีได้ 10,000 บาท ต่อจำนวนค่าก่อสร้างที่จ่ายจริงทุก 1 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยต้องมีสัญญาจ้างเริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. 67 - 31 ธ.ค. 68
- ค่าซื้อและค่าติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง เฉพาะผู้ที่มีเงินได้ตามมาตรา 40 (5) (6) (7) และ (8) ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ (จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดสงขลาเฉพาะในท้องที่อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอเทพา และจังหวัดสตูล) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 67 - 31 ธ.ค. 69
- มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว “เที่ยวดี มีคืน”ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับค่าที่พัก ค่าบริการของร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยต้องใช้จ่ายระหว่างวันที่ 29 ต.ค. 68 - 15 ธ.ค. 68 และมีเงื่อนไข คือ
- 10,000 บาทแรก ให้เป็นใบกำกับภาษีแบบกระดาษหรือแบบอิเล็กทรอนิกส์ (กระดาษ/ e-Tax Invoice)
- 10,000 บาทถัดไป สำหรับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น (e-Tax Invoice)
นอกจากนี้ หากเป็นการใช้จ่ายในเมืองรอง สามารถลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของค่าใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 30,000 บาท
- มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้องานศิลปะ ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยต้องซื้อตั้งแต่ 1 ม.ค. 68 - 31 ธ.ค. 70
- ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
เมื่อทราบแล้วว่าสิทธิลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง ให้เตรียมเอกสารดังต่อไปนี้
- ใบเสร็จรับเงินในการซื้อกองทุน ประกันชีวิต ประกันสะสมทรัพย์
- หลักฐานการบริจาค
- หนังสือรับรองดอกเบี้ยจากการกู้ยืมของทางธนาคาร
จะเห็นได้ว่าหากต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ต้องเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะใช้เอกสารเยอะมาก ยิ่งใครมีรายได้สูง ยิ่งต้องวางแผนภาษีกันข้ามปีเลยทีเดียว
สถานที่สำหรับการยื่นภาษี
สามารถยื่นแบบภาษี เพื่อขอสิทธิลดหย่อนภาษีได้ 2 แห่ง ได้แก่
- สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานในห้าง ในเขต อำเภอ ยื่นได้ทั้งหมด
- เว็บไซต์ของกรมสรรพากร
แจกสูตรคำนวณเงินได้สุทธิและอัตราการเสียภาษี
หลังจากรู้จักกับสิทธิลดหย่อนภาษีทั้ง 4 ประเภทไปแล้ว สิ่งสำคัญประการต่อมาคือ การคำนวณอัตราภาษีที่จะต้องจ่าย เพื่อให้การวางแผนทางการเงินมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้
สูตรและวิธีการคำนวณหาเงินได้สุทธิ
สูตรการคำนวณเงินได้สุทธิแบบเข้าใจง่าย คือ
รายได้รวม - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิตัวอย่าง
องค์ประกอบ | รายละเอียด |
รายได้รวม | รายได้จากเงินเดือน, โบนัส, ค่าจ้าง, รายได้จากฟรีแลนซ์, ค่าเช่า, ค่าลิขสิทธิ์ และอื่น ๆ |
ค่าใช้จ่าย | หักตามประเภทเงินได้ เช่น รายได้จากเงินเดือน หักได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท |
ค่าลดหย่อน | รายการค่าลดหย่อนทั้ง 4 ประเภท คือ
|
ยกตัวอย่าง
นาย ก มีรายได้ทั้งปี 500,000 บาท
- ค่าใช้จ่าย 50% ของเงินรายได้ทั้งปี = 250,000 บาท (แต่ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท)
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- ประกันสังคม 9,000 บาท
สามารถนำมาคำนวณเงินได้สุทธิ
เงินได้สุทธิ = 500,000 - 100,000 - 60,000 - 9,000 = 331,000 บาท
วิธีการคำนวณเงินภาษีที่ต้องจ่าย
จากเงินได้สุทธิของ นาย ก ในข้างต้น คือ 331,000 บาท สามารถนำมาคำนวณอัตราภาษีที่ต้องจ่าย ได้เป็นดังนี้
- 0 - 150,000 บาท ได้รับการยกเว้น
- 150,001 - 300,000 บาท (150,000 บาท) อัตราภาษี 5% = 7,500 บาท
- 300,001 - 331,000 บาท (31,000 บาท) อัตราภาษี 10% = 3,100 บาท
ภาษีที่ต้องจ่าย = 7,500 + 3,100 = 10,600 บาท
หวังว่าทุกคนคงได้รับความรู้เกี่ยวกับการลดหย่อนภาษี และการคำนวณภาษีกันมากขึ้น เพื่อจะได้วางแผนลดหย่อนภาษี และประหยัดค่าใช้จ่ายด้านภาษีตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งยังทำให้การบริหารจัดการเงินเป็นเรื่องง่าย และมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
และหากใครที่สนใจบัตรเครดิตที่มีสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุม สามารถรองรับได้ทุกไลฟ์สไตล์ มีโปรโมชันบัตรเครดิตสุดคุ้มในร้านค้าและบริการ รวมถึงห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ก็สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของบัตรเครดิต กรุงศรี พร้อมโปรสมัครบัตรเครดิต ได้ที่https://www.krungsricard.com/th/Product
*ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
แหล่งที่มาข้อมูล
- ข้อมูลภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก กรมสรรพากร
- ข้อมูลรายการลดหย่อนภาษี จาก กองทุนการออมแห่งชาติ - กอช.
- ข้อมูลโครงการ Easy E-Receipt จาก ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน
- ข้อมูลกองทุน Thai ESG เงื่อนไขใหม่ จาก Krungsri Asset Management
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางแผนลดหย่อนภาษี
Q: ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ?
A: หลักฐานสำคัญที่คุณต้องเตรียม ได้แก่ ใบเสร็จรับเงินหรือหนังสือรับรองการซื้อกองทุน/ประกัน, หลักฐานการบริจาค (โดยเฉพาะ e-Donation สำหรับการบริจาคทั่วไป), และหนังสือรับรองดอกเบี้ยจากธนาคารสำหรับการกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย
Q: ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดได้เท่าไร ?
A: ไม่มีวงเงินสูงสุดสำหรับการลดหย่อนทั้งหมดรวมกัน แต่ค่าลดหย่อนแต่ละประเภทจะมีวงเงินจำกัดของตัวเอง เช่น เบี้ยประกันชีวิตไม่เกิน 100,000 บาท หรือ Easy E-Receipt ไม่เกิน 50,000 บาท
Q: ถ้าไม่ได้ยื่นเอกสารลดหย่อนภาษี จะเสียสิทธิหรือไม่ ?
A: หากคุณไม่ได้ยื่นเอกสารลดหย่อนพร้อมกับการยื่นแบบภาษี คุณจะเสียสิทธิในการลดหย่อนภาษีสำหรับรายการนั้น ๆ ทำให้ต้องชำระภาษีในจำนวนที่สูงขึ้น
Q: ลดหย่อนภาษีต่างจากยกเว้นภาษีอย่างไร ?
A: การลดหย่อนภาษี คือการนำค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาหักออกจากเงินได้ เพื่อลดเงินได้สุทธิที่ใช้คำนวณภาษี ในขณะที่ การยกเว้นภาษี คือการที่รายได้นั้น ๆ ไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีเลย เช่น เงินได้ 150,000 บาทแรกได้รับการยกเว้นภาษี

